ร่อยพรรษา

บทเพลงร่อยพรรษา

          การร่อยพรรษาเป็นประเพณีที่ช่วยส่งเสริมทะนุบำรุงศาสนาให้คงอยู่คู่หมู่บ้านโดยการสนับสนุนกำลังปัจจัยสิ่งของต่างๆ รวมทั้งแสดงถึงความเสียสละสามัคคีเพื่อส่วนรวมโดยแท้จริงจากชาวท้องถิ่นที่สละเวลา แรงกาย แรงใจและสติปัญญาเพื่อสร้างสรรค์คำร้องในการเพื่อแลกมาซึ่งปัจจัยที่นำเข้าบำรุงวัดและศาสนาจึงเป็นประเพณีที่ควรอนุรักษ์ไว้เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามที่แสดงความมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อส่วนรวมที่นับวันจะหาได้ยากในสังคมไทยปัจจุบัน 

          บทเพลงร่อยพรรษา

          บทเพลงลา (ลาเพื่อที่จะไปบ้านอื่น)

          ต้นเสียง ลูกน้อยจะขอลา แม่เศรษฐีเรือนใหญ่ และบันไดทอง ลาแม่ทั้งสอง เอย คน
                     (ลูกคู่ เศรษฐีเรือนใหญ่และบันไดทอง ลาแม่ทั้งสอง เอย คน)
          ต้นเสียง ลูกน้อยจะขอลา แม่เศรษฐีเรือนใหญ่และบันไดเงิน ลาแม่ออกเดินเลยไป
                     (ลูกคู่ เศรษฐีเรือนใหญ่และบันไดเงิน ลาแม่ออกเดินเลยไป)
          ต้นเสียง ลูกน้อยจะขอลา แม่เศรษฐีใหญ่และบันไดเงินแก้ ลาแม่ไปแล้ว เลยเอย
                     (ลูกคู่ เศรษฐีเรือนใหญ่และบันไดแก้ว ลาแม่ไปแล้ว เลย เอย)
          ต้นเสียง อยู่เถิดหนาแม่จงอยู่
                     (ลูกคู่ ทองคำสีชมภูห้อยไว้ที่เชิง เอย กลอน)
          ต้นเสียง ลูกจะขอลาคลาเคลื่อน ลาแม่ไปเรือน เอย อื่น
                     (ลูกคู่ เอย อื่น เอย ลาแม่ไปเรือน เอย อื่น)
          ต้นเสียง ลูกน้อยจะขอลา ถึงเดือน 11 ออกพรรษา
                     (ลูกคู่ ปีหน้าจะมา เอย ใหม่)

          บทเพลงชมบ้าน (เมื่อถึงบ้าน)

          ต้นเสียง ลูกมาเดินมาถ่อมตัว ลูกขอเข้ารั้วหอมแต่ดอกนมวัว หอมอยู่เย็น เอย เย็น
                     (ลูกคู่ หอมเอย นมวัวหอมอยู่เย็น เอย เย็น)
          ต้นเสียง ลูกมาถึงบันไดแก้ว บุญมาหาแม่แล้วประตูของแม่ก็กว้างใหญ่ ลูกมานั่งรอราบกราบไหว้
                     กราบแม่ใจ เอย บุญ
                     (ลูกคู่ เอย บุญ เอย ลูกมานั่งกราบไหว้ กราบแม่ใจ เอย บุญ)
          ต้นเสียง ลูกพิศดูประตูของแม่ช่างใหญ่กว้าง ประตูขุนนางหับ เอย ไว้ให้แม่เปิดเถอะเหวยให้แม่เผย
                     สักบาน ลูกน้อยจะได้คลานเข้าไป เอย ไหว้
          ต้นเสียง ลูกมาเคาะประตูดังกุกๆ ลุกขึ้นเถิดเรามาทำบุญรวมกันจะได้ขึ้นวิมาน เอย ทอง
                     (ลูกคู่ เอย ทอง เอย มาทำบุญร่วมกันจะได้ขึ้นวิมาน เอย ทอง)
          ต้นเสียง พิศดูเสาเรือนของแม่ก็ใหญ่โต มาตั้งอยู่บนคนโทไม่มีใครเทียม เอย ทาน
                     (ลูกคู่ คน เอย คนโทไม่มีใครเทียม เอย ทาน)
          ต้นเสียง พิศดูเสาเรือนของแม่ยังกะทาชาด หลังคาแม่ก็คาด เอย ตะกั่ว
                     (ลูกคู่ ฝนตกเท่าไรก็ไม่รั่วเอย จั่วแม่ปิดทอง เอย คำ)
          ต้นเสียง ลูกพิศดูเสาเรือนของแม่ก็ใหญ่โตเปรียบเหมือนร่มโพธิ์ร่มไทรที่แม่อาศัยลูกไม่เคยมา
                     เคยไปลูกก็เกกรงจะไปเอย บุญ
          ต้นเสียง (ลูกคู่ ฝ่าเท้าลูกเปื้อนเรือนท่านคุณเอย ลูกก็เกร็ง ใบบุญเสียจริงเอย)

          บทเพลงขอ (ขอเรี่ยไร)

          ต้นเสียง ให้มาทำบุญร่วมกัน จะได้ขึ้นวิมาน เอย ทอง
                     (ลูกคู่ เอย ทอง เอย มาทำบุญร่วมกันจะได้ขึ้นวิมาน เอย ทอง)
          ต้นเสียง มาทำบุญกันเถิดหนา มากน้อยเท่าไรก็ไม่ว่า ตามแต่ศรัทธา เอย ทำ
                     (ลูกคู่ เอย ทำ เอย มากน้อยเท่าไรก็ไม่ว่าตามแต่ศรัทธา เอย ทำ)
          ต้นเสียง ให้แม่มาทอดกฐิน ผ้าป่า ให้แม่โมทนา เอย บุญ
                     (ลูกคู่ เอย บุญ เอย มาทอดกฐิน ผ้าป่าให้แม่โมทนา เอย บุญ)
          ต้นเสียง วันนี้มาหาพ่อ แม่พี่น้อง กฐินไม่มีคนจองลูกต้องมาบอกบุญ เรี่ยไรเอาไปซื้อไกรให้ให้
                     พระท่านครอง เชิญแม่มาเป็นเจ้าของ เอย ไกร
                     (ลูกคู่ เอย ไกร เอย กฐินไม่มีคนจองเชิญแม่มาเป็นเจ้าของ เอย ไกร)
          ต้นเสียง ลุกขึ้นเถิดแม่คุณไม่ให้แม่มาทำบุญร่วมกัน เสียงแม่ลากถุงเงินดังกร็องๆ เสียงแม่ลากถุงทอง
                     ดังกริ๊งๆ หรือแม่หลับเสียจริงแท้ แม่ก็นิ่ง เอย ฟัง
                     (ลูกคู่ เอย ฟัง เอย หรือว่าแม่หลับเสียจริงแท้ แม่ก็นิ่งเอยฟัง)

          บทเพลงเดิน (ออกเดินทางก่อนเข้าบ้าน)

          ต้นเสียง ลูกมายกเท้าก้าวย่าง ไปตามแถวแนวทางย่างค่อยบรรจง เอย เดิน
                     (ลูกคู่ แถวเอย แนวทางย่างค่อยบรรจง เอย เดิน)
          ต้นเสียง ทางนี้ลูกไม่เคยออก ตรอกนี้เล่าข้าเจ้าไม่เคย เอย มา
                     (ลูกคู่ เอย มา เอยตรอกนี้เล่าข้าเจ้าไม่เคย เอย มา)
          ต้นเสียง ยกเท้าก้าวย่าง ไปตามแถวแนวทาง เห็นต้นไม้ที่รายทางที่แม่ขุนนางมาปลูก เอย ไว้
                     (ลูกคู่ เอย ไว้ เอย ต้นไม้ที่รายทางที่แม่ขุนนางมาปลูก เอย ไว้)
          ต้นเสียง หอมเอยดอกไม้ที่รายทาง ที่แม่ขุนนางมาปลูก เอย ไว้
                     (ลูกคู่ เอย ไว้ เอย ต้นไม้ที่รายทางที่แม่ขุนนางมาปลูก เอย ไว้)
          ต้นเสียง มืดๆค่ำๆลูกได้คลำหนทางมา เอาเสียงมาแรกเงินตราไปทำบุญเอย
                     (ลูกคู่ เอย บุญ เอยมืดๆ ค่ำๆ ลูกได้คลำหนทางมา เอาเสียงมาแรกเงินตราไปทำบุญ เอย)


          บทเพลงให้พร (เจ้าของบ้านร่วมทำบุญแล้ว)

          ต้นเสียง ลูกจะขอให้พรแม่พระงามเสงี่ยม ให้แม่นุ่งพรมห่มเจียม นั่งเล่นบนเตียง เอย ทอง
                     (ลูกคู่ พรมเอยพรมเจียมนั่งเล่นบทเตียง เอย ทอง)
          ต้นเสียง ลูกจะขอให้พร ขอให้เล็บแม่ขาวถือพานแป้ง ขอให้เล็บแม่แดงถือพานผ้า ตามกันแน่
                     มาอยู่ร่อยๆ
                     (ลูกคู่ เอย ใส่แหวนนพรัตน์เดินดัดก้อย แห่แม่ ช้างละร้อย เอย คน)
          ต้นเสียง ลูกน้อยจะขอให้พร ให้แม่ช้างงางอนผูกไว้ที่เสาเอย เรือน
                     (ลูกคู่ ช้างเอย งางอนผูกไว้ที่เสา เอย เรือน
          ต้นเสียง ลูกน้อยจะขอให้พร สองช้ำ ให้แม่มีช้างเผือก ช้างดำผูกไว้ในลำ เอย คลอง
                     (ลูกคู่ ช้างเอย ช้างดำผูกไว้ในลำ เอย คลอง)
          ต้นเสียง ลูกจะขอให้พรแม่คิดอะไร ขออย่าได้ข้องขัด แม่คิดอะไรขอให้สมมาดปารถนา
                     แม่คิดเงินขอให้ได้มาทอง หากแม่คิดทอง ขอให้ทองไหลมาเทมา ไหลมาที่ฝ่า
                     เอย มือ (ลูกคู่ ไหลเอย ไหลลง ไหลลงที่ฝ่าเอย มือ)
          ต้นเสียง ลูกจะขอให้พรเงินเฟื้อง ขอให้แม่เนื้อเหลืองเหมือนขมิ้น ขอให้เล็บแม่แดงเหมือน
                     แสงอาทิตย์เอย เนื้อแม่ขาวดังสัมฤทธิ์เอย เนื้อแม่เหลืองดัง ปิด ทอง เอย
                     (ลูกคู่ เอยทองเอย เนื้อแม่ขาวดังสัมฤทธิ์เอย เนื้อแม่เหลืองดังปิดทอง เอย)
          ต้นเสียง ลูกจะขอให้พรให้นอนกลางวันฝันว่าได้เงินหมื่นถ้าหากแม่นอนกลางคืนฝันว่าได้
                     เงินล้าน ให้แม่มีรถเบนซ์มาวิ่งเล่นหน้าบ้านให้แม่สุขสำราญ เอย ใจ
                     (ลูกคู่ ให้แม่มีรถเบนซ์มาวิ่งเล่นหน้าบ้าน ให้แม่สุขสำราญ เอย ใจ)
          ต้นเสียง ลูกจะขอให้พร ขอให้แขนของแม่สวยเหมือนดั่งเทียนปั้น ขอให้คิ้วของแม่โก่งเหมือน
                     ดั่งวงพระจันทร์ ขอให้แฟนของท่านเลื่อนชั้นเป็นนายพัน เอย โท
                     (ลูกคู่ เอยโทเอย ให้แฟนของท่านเลื่อนชั้นเป็นพัน เอย โท)

 

ลักษณะของการร้องเพลงร่อยพรรษา

          การร้องเพลงร่อยพรรษาจะใช้แต่เสียงร้องของพ่อเพลงแม่เพลงและลูกคู่เท่านั้นจะไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบเลยแม้แต่การปรบมือก็ไม่มีทำนองที่ร้องจะมีจังหวะช้ามีการทอดเสียงยาวๆเนิบๆ มีการเอื้อนมาก การร้องรับของลูกคู่ซึ่งซ้ำความบางตอนมีลักษณะคล้ายทำนองสวดหรือกล่อมชวนให้เกิดความเคลิบเคลิ้มได้ นอกจากนี้ผู้ที่ร้องเพลงร่อยพรรษานั้นต้องมีความสามารถในการร้องให้เหมาะสมกับกาลเทศะด้วยจึงจะเป็นที่ประทับใจของเจ้าของบ้าน เช่น หากไปถึงบ้านใดบ้านหนึ่งแล้วเจ้าของบ้านเปิดประตูออกมาต้อนรับพ่อเพลงก็ต้องร้องให้สอดคล้องกับความเป็นจริงคือต้องร้องเพลงที่มีเนื้อหาว่าเจ้าของบ้านเปิดประตูรับแล้วไม่ใช้ร้องเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงเจ้าของบ้านยังไม่ได้เปิดประตูรับการร้องเพลงไม่เหมาะกับสถานการณ์ในขณะนั้นย่อมทำให้เจ้าของบ้านเกิดความไม่ประทับใจได้สำหรับผู้ร่วมร้องเพลงร่อยพรรษานั้นจะต้องมีบุคลิกนิสัยที่ไม่โหวกเหวกส่งเสียงดังหรือทะเล้นเพราะถ้าเดินทางไปตอนกลางคืนที่เป็นเวลาดึกมากและชาวบ้านปิดบ้านนอนแล้วผู้ร้องเพลงร่อยพรรษาก็ใช้เสียงร้องเพลงอย่างเดียวไม่เคาะเรียกหรือตะโกนเรียกทั้งนี้เพราะต้องการให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธาแต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านตื่นเพราะเสียงสุนัขเห่าการร้องเพลงให้เข้ากับสภาวการณ์ขณะนั้นได้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมีปฏิภาณไหวพริบของพ่อเพลง
          การร้องเพลงร่อยพรรษาเป็นประเพณีที่ช่วยส่งเสริมและทำนุบำรุงศาสนาให้คงอยู่คู่หมู่บ้านโดยการสนับสนุนกำลังปัจจัยสิ่งของต่างๆ รวมทั้งแสดงถึงความเสียสละ สามัคคีเพื่อส่วนรวมโดยแท้จริงจากชาวบ้านท้องถิ่นที่สละเวลา แรงกาย แรงใจ และสติปัญญาเพื่อสร้างสรรค์คำร้องในการเพื่อแลกมาซึ่งปัจจัยที่นำเข้าบำรุงวัดและศาสนาจึงถือได้ว่าประเพณีร่อยพรรษาเป็นประเพณีที่สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามที่แสดงความมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อส่วนรวมที่นับวันจะหายากในสังคมไทย
          ปัจจุบันแม้ว่าทางวัดจะมีเจ้าภาพจองทอดกฐินให้กับวัดแต่ประเพณีร่อยพรรษาของชาวบ้านหนองบัวก็ยังจัดทำเป็นประเพณีประจำปีเงินที่ได้ก็จะนำไปสมทบกับองค์กฐินใหญ่ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าห้อยกฐินเงินบางส่วนก็แบ่งไปทอดผ้าป่าเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ที่ทางวัดยังขาดแคลนและจำเป็นต้องใช้ภายในวัด ผู้ที่ร้องเพลงร่อยพรรษาจะต้องรู้จักเลือกเนื้อร้องให้เหมาะสมกับกาลเทศะด้วยจึงจะเป็นที่ประทับใจของเจ้าของบ้านอีกทั้งจะต้องไม่ส่งเสียงโหวกเหวกเอะอะถ้าบ้านใดปิดบ้านนอนแล้วคณะผู้ร้องก็จะใช้เสียงร้องเพลงอย่างเดียวไม่มีการเคาะเรียกตะโกนเรียกเจ้าของบ้านฉะนั้นการทำบุญของเจ้าของบ้านจึงเป็นการทำบุญด้วยความรู้สึกศรัทธาอย่างแท้จริงรูปแบบคำประพันธ์เพลงร่อยพรรษามีหลายบท เช่น เพลงเดิน เพลงชม เพลงพร เพลงลา ซึ่งกลุ่มผู้ร้องจะต้องร้องให้เหมาะสม เช่น เพลงพร เป็นเพลงที่ร้องให้พรเมื่อเจ้าของบ้านให้สิ่งของเงินทองแล้ว ตัวอย่างเช่น “ข้าน้อยจะให้พรที่อย่างดีเอย ให้แม่จดชื่อลงไว้ที่ใส่ไว้ในแผ่น – เอยทอง โอ ลูกจะขอเชิญเทวัญที่ท่านอยู่บนชั้นฟ้าให้ลงโมทนาและเป่า – เอยร้อง เดชะบุญของแม่ทองคำเอย แม่จะได้ขึ้นวิมานบนชั้นสองเอย

การแต่งกายของผู้ร่อยพรรษา

          การแต่งกายของผู้ร่อยพรรษาในสมัยโบราณนิยมแต่งกายคล้ายขอทานผู้ชายใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวหรือนุ่งโสร่งมีผ้าขาวม้าคาดเอวผู้หญิงใส่เสื้อแขนยาวนุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบนเสื้อผ้าที่สวมใส่จะขาดๆเก่าๆ ใส่หมวกหลุบหน้าหรือใช้หวดนึ่งข้าวเหนียวมาใส่แทนหมวกทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้ใครๆ เห็นหน้าในปัจจุบันจะแต่งกายตามปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไปไม่ได้บังคับเพราะสมัยนี้หากแต่งกายเสื้อผ้าขาดๆ เก่าๆ มอซอผู้คนจะคิดว่าเป็นพวกขอทานหรือพวกที่มีจุดประสงค์ไม่ดีต้องการที่จะหาเงินให้กับตนเองดังนั้นการแต่งกายปัจจุบันจึงแต่งกายแบบธรรมดาผู้ชายผู้ชายจะสวมกางเกงขายาวหรือนุ่งโสร่งส่วนการแต่งกายของฝ่ายหญิงจะนุ่งผ้าถุงหรือโจกระเบนก็ได้เสื้อแขนยาวทั้งนี้เพื่อกันยุงกันแมลงต่างๆ ที่มารบกวนในขณะที่เดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆ และใส่หมวกเพื่อกันน้ำค้างฝนตกแต่หมวกจะไม่ใส่หลุบหน้าอุปกรณ์สำหรับการเล่นเพลงร่อยพรรษาคณะร่อยพรรษาทุกคนจะต้องสะพายย่ามคนละลูกเพื่อใส่ข่าวของเงินทองและมีพานดอกไม้โดยที่ผู้เป็นหัวหน้าคณะเพลงจะเป็นคนถือพานนี้ไว้สำหรับให้คนที่ร่วมทำบุญนำสิ่งของเงินทองมาวางใส่พานจากนั้นคณะเพลงถึงจะเอาสิ่งของเงินทองที่ใส่ในพานมาใส่ในย่ามมีไม้เท้าเพื่อใช้คลำทางพยุงตัวและป้องกันตัวจากสุนัขขณะที่เดินไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในบางครั้งจะใช้ไม้เท้าทำจังหวะในการร้อง เช่น โอ อือ (พอจบเอื้อนก็จะกระทุ้งไม้เท้ากับพื้น) และจะกระทุ้งทุกครั้งที่จบเนื้อเพลงในแต่ละวรรคแต่ในปัจจุบันคณะเพลงไม่นิยมใช้

ต้นกำเนิดประเพณีร่อยพรรษาของชาวหนองบัว

           เดิมทีการร่อยพรรษามีต้นกำเนิดจากบ้านทุ่งมะสังข์ ต.ทุ่งมะสังข์ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรีส่วนประเพณีร่อยพรรษาที่บ้านหนองบัวนั้นเกิดขึ้นจากการที่นายถาง ช้างงา ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่บ้านทุ่งมะสังข์และเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในคณะร้องเพลงร่อยพรรษาของบ้านทุ่งมะสังข์ด้วยต่อมานายถางช้างงาได้มาแต่งงานและสร้างครอบครัวอยู่ที่บ้านหนองบัวและได้ทำการถ่ายทอดเพลงร่อยพรรษาให้กับชาวบ้านหนองบัวจึงทำให้เกิดเพลงร่อยพรรษาที่บ้านหนองบัวและมีการสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในเรื่องของการร้องเพลงร่อยพรรษานั้นผู้ที่ร้องได้ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการเรียนรู้เป็นกิจจะลักษณะโดยตรงแต่จะอาศัยการจดจำจากคณะร่อยพรรษารุ่งเก่า  คือการไปเป็นลูกคู่ให้กับคณะเวลาออกไปร้องเพลงเรี่ยไรเงินทองตามหมู่บ้านต่างๆ ปัจจุบันคณะร่อยพรรษาของบ้านหนองบัวรุ่นเก่าได้เสียชีวิตไปหมดแล้วเนื้อเพลงที่จดจำต่อๆ กันมาก็ยังยึดทำนองเนื้อร้องเดิมๆ ไว้จนถึงปัจจุบันไม่มีการเสริมแต่งขึ้นมาใหม่

          การร่อยพรรษาเป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวตำบลหนองบัวจะมีขึ้นในช่วงฤดูกาลทอดกฐินมักจะร้องก่อนออกพรรษาในช่วงวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นต้นไปจนถึงวันออกพรรษาคือวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ และอาจล่วงเลยไปถึงวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ก็ได้แต่เดิมเพลงนี้จะร้องก่อนออกพรรษาเรื่อยไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ ที่เรียกว่าหมดเขตกฐินเพลงร่อยพรรษานี้เป็นเพลงที่ไม่ได้ร้องเพื่อดำรงชีพแต่เป็นเพลงที่ร้องขึ้นเพื่อขอรับบริจาคสิ่งของเงินทองจากชาวบ้านเพื่อนำไปทำบุญทอดกฐินให้กับวัดหนองบัวในสมัยก่อนการทอดกฐินจะไม่ค่อยมีใครจองกฐินการทอดกฐินจึงเป็นการทอดแบบกฐินสามัคคี
          กลุ่มผู้ร้องโดยมากเป็นผู้สูงอายุราว ๕-๖ คนจะเป็นหัวหน้าคณะซึ่งมักเป็นผู้สูงอายุที่รู้ประเพณีร่อยพรรษาเป็นอย่างดีและเป็นพ่อเพลงที่มีประสบการณ์ในการ้องเพลงเป็นผู้รวบรวมชาวบ้านที่สามารถร้องเพลงนี้ได้โดยคณะผู้ร้องเพลงจะประกอบด้วย พ่อเพลง แม่เพลงและผู้ที่มีใจรักทางเพลงและมีจิตศรัทธาในการทำบุญ (ในบางครั้งอาจมี ๓ คนก็ได้) คณะร่อยพรรษานี้มีเพลงร้องเพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าคณะร่อยพรรษากำลังออกเรี่ยไรแล้วเพราะถ้าไปเงียบๆ อาจไม่ปลอดภัยเพราะอาจถูกเหมาว่าเป็นโจรหรือขโมยก็ได้เพราะเวลาออกร่อยพรรษาจะเป็นเวลาค่ำมืดที่ชาวบ้านหลับนอนกันเมื่อถึงกำหนดวันร้องเพลงคณะร่อยพรรษาก็จะหาบกระบุง ตะกร้าแล้วพากันเดินร้องเพลงไปตามบ้านต่างๆ เมื่อถึงบ้านใครก็จะร้องเพลงทีหน้าบันไดหรือที่หน้าบ้านนั้น โดยจะร้องเพลงชุดแรกที่เรียกว่า เพลงเดิน ซึ่งเนื้อเพลงจะกล่าวถึงการยกย่อง ชมบ้านเรือน ชมดอกไม้เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินก็นำเงินหรือสิ่งของอาจเป็นข้าวสาร ขนม ผลไม้ เงินทอง ฯลฯ ออกมาให้ร้องเพลงก็จะร้องให้พรขอให้เจ้าของบ้านพบเจอแต่สิ่งดีๆ ให้สมปรารถนาจากนั้นก็จะร้องเพลงลาเพื่อลาเจ้าของบ้านไปสู่บ้านอื่นๆ สำหรับเวลาที่ใช้ในการร้องเพลงนี้แต่เดิมมักร้องในเวลากลางคืนในปัจจุบันการร้องเพลงร่อยพรรษาได้เปลี่ยนมาร้องในเวลากลางวันบ้างถ้าไปร้องต่างหมู่บ้านหรือไปร้องตามโรงเรียนหรือสถานที่ต่างๆ

© 2018 ศูนย์สารสนเทศชุมชน ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี.

Please publish modules in offcanvas position.